วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

รายละเอียด การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่2009ของคนไทย

เอกสารจากกรมควบคุมโรค ว่าด้วย เรื่องของ การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009

20 มกราคม 2553

ตามที่ได้มีการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (เอ็ช1เอ็น1) 2009 ในประเทศไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2552 ทำให้มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และขณะนี้มีแนวโน้มที่จะมีการระบาดเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาวในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในชนบท การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้กับกลุ่มเสี่ยงต่างๆ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดอัตราตายของประชาชน แต่เนื่องจากวัคซีนมีการผลิตไม่เพียงพอสำหรับคนทั่วโลก ทำให้ในครั้งแรกประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขสามารถจัดซื้อวัคซีนได้เพียง 2 ล้านโด๊ส การให้วัคซีนในครั้งนี้จึงได้มีการจัดลำดับกลุ่มเป้าหมายเสี่ยงสูงในการให้วัคซีนตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก และข้อมูลการระบาดของโรคในไทย โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ
1. เพื่อป้องกันระบบสาธารณสุขของประเทศ
2. เพื่อลดอัตราป่วย อัตราตายของประชาชน
ลำดับกลุ่มเป้าหมายเสี่ยงสูงในการให้วัคซีน ได้แก่
1. แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานเสี่ยงต่อการสัมผัสโรคจากผู้ป่วย จำนวน 371,424 คน
2. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป จำนวน 500,915 คน
3. บุคคลที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือดัชนีมวลกายตั้งแต่ 35 กิโลกรัม/เมตร2 จำนวน 182,384 คน
4. ผู้พิการที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ จำนวน 72,132 คน
5. บุคคลอายุ 6 เดือน – 64 ปี ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจทุกประเภท หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ในระหว่างได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรง ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนและเบาหวานที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน จำนวน 842,895 คน
• ประสิทธิภาพของวัคซีน
วัคซีนที่นำมาใช้เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายผลิตในประเทศฝรั่งเศส เป็นเทคโนโลยีเดียวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลปกติที่ใช้มากว่า 30 ปี รวมทั้งประเทศไทยก็มีการใช้อย่างกว้างขวาง ก่อนวางจำหน่ายบริษัทผู้ผลิตได้ทดสอบทางคลินิกพบประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคประมาณร้อยละ 90 ดังนั้นถ้าสามารถฉีดวัคซีนได้ครบ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนได้ 1.8 ล้านคน อันจะช่วยลดการเสียชีวิตให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง และช่วยลดการระบาดของโรคไม่มากก็น้อย
• ความปลอดภัยของวัคซีน

ความปลอดภัยของวัคซีน เป็นขั้นตอนที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความใส่ใจมากที่สุด มาตรการที่สำคัญ ได่แก่

1. การเลือกวัคซีนที่จะนำมาให้บริการแก่ประชาชนเป็นวัคซีนเชื้อตาย ที่ผลิตโดยเทคโนโลยีที่เป็นที่ยอมรับว่ามีความปลอดภัยแก่ผู้ได้รับวัคซีนสูง ผลิตจากโรงงานในประเทศฝรั่งเศสที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอนามัยโลก
2. มีขั้นตอนการทดสอบทางห้องปฏิบัติการและทางคลินิกโดยบริษัทผู้ผลิต
3. การขึ้นทะเบียนยาในประเทศฝรั่งเศส และจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย
4. มีการรับรองรุ่นการผลิตชีววัตถุจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก่อนนำมาใช้ทุกรุ่นการผลิต
5. มีการให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนแก่ประชาชนผู้รับวัคซีน และให้วัคซีนตามความสมัครใจของผู้รับบริการ
6. การฉีดวัคซีนทำในโรงพยาบาลเท่านั้น และเฝ้าสังเกตอาการหลังฉีดวัคซีน 30 นาที
7. หลังฉีดวัคซีนมีการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่ปกติภายหลังได้รับวัคซีน 4 สัปดาห์ และเปิด Call center รับแจ้งเหตุ 16 หมายเลขทั่วประเทศ
• สถานที่ให้บริการวัคซีน
ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งทั่วประเทศ และโรงพยาบาลของรัฐอื่นๆ เช่น กระทรวงกลาโหม มหาวิทยาลัย นอกจากนี้โรงพยาบาลเอกชนอีกกว่า 120 แห่ง ยังร่วมให้บริการวัคซีนในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ด้วย
• ผลการดำเนินงาน
รายงานการให้วัคซีนในสัปดาห์แรก (11 - 15 มกราคม พ.ศ.2553) มีรายงานทั้งสิ้นจาก 56 จังหวัด จำนวนผู้รับวัคซีน 15,011 ราย ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์ 11,189 ราย หญิงตั้งครรภ์ 1,971 ราย คนอ้วน 107 ราย ผู้พิการ 84 ราย ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 1,705 ราย (บางจังหวัดไม่จำแนกรายละเอียดกลุ่มเป้าหมาย)
จังหวัดที่มีการให้บริการสูงสุด 5 จังหวัดแรก ได้แก่ เชียงราย 1,638 ราย บุรีรัมย์ 1,010 ราย อุดรธานี 805 ราย สกลนคร 634 ราย และลำปาง 602 ราย
• แนวทางการขอความร่วมมือ
ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงประโยชน์ของการฉีดวัคซีน เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงมารับวัคซีนตามเป้าหมาย รวมถึงทราบภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อช่วยในการเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดจากการฉีดวัคซีน

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น