วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

อาการของปอดบวมจากไข้หวัดใหญ่

 

อาการของปอดบวมจากไข้หวัดใหญ่

อาการระบบทางเดินหายใจ :
ไอ (มักมีเสมหะ อาจใส เหลือง เขียว หรือแม้กระทั่งเป็นเลือด)
หายใจสั้นหรือหายใจลำบาก
เจ็บหน้าอก ซึ่งอาจแย่ลงเมื่อหายใจลึกหรือไอ
อาการในระบบต่าง ๆ :
มีไข้สูง (มักมากกว่า 38°C หรือ 100.4°F)
หนาวสั่น
อ่อนเพลีย เมื่อย และไม่สบายตัว
ปวดกล้ามเนื้อ
กรณีรุนแรง :
สับสน conscious change(โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ)
ผิวหนังหรือเล็บเขียวคล้ำ cyanosis (เนื่องจากออกซิเจนในเลือดต่ำ)
อาการของกลุ่มอาการทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (ARDS) เช่น การหายใจเร็วและออกซิเจนในเลือดต่ำอย่างรุนแรง

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ กำลังจะเริ่มอีกแล้ว

เป็นประสบการร์ที่เจอมากับตัวนะครับ ตอนนี้ ในบางแห่งของโรงเรียน หรือสถาบันกวดวิชา มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ น่าจะเป็นสายพันธ์ใหม่เพราะอาการรุนแรง เด็กป่วยเกือบหมดห้อง และที่แน่ใจเพราะลูกที่ป่วย ได้ทำการตรวจเลือดด้วย ก็พบว่าเป็น ก็ขอให้ระวังช่วงเดือน มิย. - สค. 2011(2554)นี้นะครับ

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ไข้หวัดใหญ่2009ระบาดอีกรอบ2010นี้

พัทลุง
เมื่อวันที่ 3 ส.ค. นพ.วิฑูรย์ เหลืองดิลก นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า ในปี 2553 ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-27 ก.ค. 2553 มีรายงานการพบผู้ป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหม่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แล้วจำนวน 4 ราย เสียชีวิต 1 ราย ซึ่งต้องถือว่าโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ยังคงเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่ต้องมีการเฝ้าระวังและป้องกันการระบาดอย่าง เข้มงวดต่อไป เนื่องจากระยะนี้พื้นที่ของ จ.พัทลุง เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน และเป็นช่วงเวลาที่มักมีการระบาดของโรคหวัดประจำฤดูกาลอยู่แล้ว จึงเป็นปัจจัยเอื้อให้ไข้หวัด 2009 ระบาดได้ ดังนั้นจึงขอให้ประชาชนได้ดูแลป้องกันตัวเองจากโรคดังกล่าว โดยปฏิบัติตามมาตรการกินของร้อน ใช้ช้อนกลาง หมั่นล้างมือบ่อยๆ สวมใส่หน้ากากอนามัย และหลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่แออัด และให้รีบพบแพทย์เมื่อมีอาการที่สงสัยว่าอาจป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ 2009

วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

แนะนำ thaiflu.org

เว็บเกี่ยวกับ influenza อีกเว็บในภาคภาษาอังกฤษครับ http://www.thaiflu.org

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2553

รายละเอียด การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่2009ของคนไทย

เอกสารจากกรมควบคุมโรค ว่าด้วย เรื่องของ การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009

20 มกราคม 2553

ตามที่ได้มีการระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (เอ็ช1เอ็น1) 2009 ในประเทศไทยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2552 ทำให้มีผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และขณะนี้มีแนวโน้มที่จะมีการระบาดเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูหนาวในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในชนบท การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ให้กับกลุ่มเสี่ยงต่างๆ เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยลดอัตราตายของประชาชน แต่เนื่องจากวัคซีนมีการผลิตไม่เพียงพอสำหรับคนทั่วโลก ทำให้ในครั้งแรกประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขสามารถจัดซื้อวัคซีนได้เพียง 2 ล้านโด๊ส การให้วัคซีนในครั้งนี้จึงได้มีการจัดลำดับกลุ่มเป้าหมายเสี่ยงสูงในการให้วัคซีนตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก และข้อมูลการระบาดของโรคในไทย โดยมีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ
1. เพื่อป้องกันระบบสาธารณสุขของประเทศ
2. เพื่อลดอัตราป่วย อัตราตายของประชาชน
ลำดับกลุ่มเป้าหมายเสี่ยงสูงในการให้วัคซีน ได้แก่
1. แพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุข ที่ปฏิบัติงานเสี่ยงต่อการสัมผัสโรคจากผู้ป่วย จำนวน 371,424 คน
2. หญิงตั้งครรภ์ อายุครรภ์มากกว่า 3 เดือนขึ้นไป จำนวน 500,915 คน
3. บุคคลที่มีน้ำหนักมากกว่า 100 กิโลกรัม หรือดัชนีมวลกายตั้งแต่ 35 กิโลกรัม/เมตร2 จำนวน 182,384 คน
4. ผู้พิการที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ จำนวน 72,132 คน
5. บุคคลอายุ 6 เดือน – 64 ปี ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจทุกประเภท หลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยมะเร็งที่อยู่ในระหว่างได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรง ผู้ที่ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนและเบาหวานที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน จำนวน 842,895 คน
• ประสิทธิภาพของวัคซีน
วัคซีนที่นำมาใช้เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตายผลิตในประเทศฝรั่งเศส เป็นเทคโนโลยีเดียวกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลปกติที่ใช้มากว่า 30 ปี รวมทั้งประเทศไทยก็มีการใช้อย่างกว้างขวาง ก่อนวางจำหน่ายบริษัทผู้ผลิตได้ทดสอบทางคลินิกพบประสิทธิภาพในการสร้างภูมิคุ้มกันโรคประมาณร้อยละ 90 ดังนั้นถ้าสามารถฉีดวัคซีนได้ครบ จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ประชาชนได้ 1.8 ล้านคน อันจะช่วยลดการเสียชีวิตให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง และช่วยลดการระบาดของโรคไม่มากก็น้อย
• ความปลอดภัยของวัคซีน

ความปลอดภัยของวัคซีน เป็นขั้นตอนที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความใส่ใจมากที่สุด มาตรการที่สำคัญ ได่แก่

1. การเลือกวัคซีนที่จะนำมาให้บริการแก่ประชาชนเป็นวัคซีนเชื้อตาย ที่ผลิตโดยเทคโนโลยีที่เป็นที่ยอมรับว่ามีความปลอดภัยแก่ผู้ได้รับวัคซีนสูง ผลิตจากโรงงานในประเทศฝรั่งเศสที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากองค์การอนามัยโลก
2. มีขั้นตอนการทดสอบทางห้องปฏิบัติการและทางคลินิกโดยบริษัทผู้ผลิต
3. การขึ้นทะเบียนยาในประเทศฝรั่งเศส และจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย
4. มีการรับรองรุ่นการผลิตชีววัตถุจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ก่อนนำมาใช้ทุกรุ่นการผลิต
5. มีการให้ความรู้เกี่ยวกับภาวะแทรกซ้อนแก่ประชาชนผู้รับวัคซีน และให้วัคซีนตามความสมัครใจของผู้รับบริการ
6. การฉีดวัคซีนทำในโรงพยาบาลเท่านั้น และเฝ้าสังเกตอาการหลังฉีดวัคซีน 30 นาที
7. หลังฉีดวัคซีนมีการเฝ้าระวังเหตุการณ์ไม่ปกติภายหลังได้รับวัคซีน 4 สัปดาห์ และเปิด Call center รับแจ้งเหตุ 16 หมายเลขทั่วประเทศ
• สถานที่ให้บริการวัคซีน
ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทุกแห่งทั่วประเทศ และโรงพยาบาลของรัฐอื่นๆ เช่น กระทรวงกลาโหม มหาวิทยาลัย นอกจากนี้โรงพยาบาลเอกชนอีกกว่า 120 แห่ง ยังร่วมให้บริการวัคซีนในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ด้วย
• ผลการดำเนินงาน
รายงานการให้วัคซีนในสัปดาห์แรก (11 - 15 มกราคม พ.ศ.2553) มีรายงานทั้งสิ้นจาก 56 จังหวัด จำนวนผู้รับวัคซีน 15,011 ราย ประกอบด้วย บุคลากรทางการแพทย์ 11,189 ราย หญิงตั้งครรภ์ 1,971 ราย คนอ้วน 107 ราย ผู้พิการ 84 ราย ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง 1,705 ราย (บางจังหวัดไม่จำแนกรายละเอียดกลุ่มเป้าหมาย)
จังหวัดที่มีการให้บริการสูงสุด 5 จังหวัดแรก ได้แก่ เชียงราย 1,638 ราย บุรีรัมย์ 1,010 ราย อุดรธานี 805 ราย สกลนคร 634 ราย และลำปาง 602 ราย
• แนวทางการขอความร่วมมือ
ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงประโยชน์ของการฉีดวัคซีน เพื่อให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงมารับวัคซีนตามเป้าหมาย รวมถึงทราบภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อช่วยในการเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดจากการฉีดวัคซีน